in this our LIFE

posted on 15 May 2011 21:13 by ish4ne in ShortStory
ยามเมื่อผมลืมตา ก็พบว่าตนเองจมอยู่ท่ามกลางความมืดมนอนธกาลเสียแล้ว

     ‘ที่นี่ที่ไหน’ คำถามแรกผุดขึ้นมา ทว่าไร้ซึ่งสรรพสำเนียงโต้ตอบ ... ความมืดมิดแห่งสถานที่ได้กลืนกินประสาทการมองเห็นไปจนหมดสิ้น ทว่าประสาทการรับรู้อื่นยังคงใช้การได้อยู่ ถึงจะไม่ดีมากก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ยังรับรู้ได้ถึงสัมผัสของสายลมที่เล็ดลอดเข้ามาจากที่ไหนสักแห่ง รับรู้ถึงกลิ่นของละอองฝุ่นฟุ้งที่ตลบอบอวล และรับรู้ถึงเสียงหยดของเม็ดเลือดที่กระแทกลงพื้นดังเป๊าะแปะ ... เลือดที่ซึมไหลออกมาจากร่องนิ้วที่กุมบาดแผลถูกยิงที่ท้อง

     ผมใช้มืออีกข้างพยุงตัวเองขึ้น พยายามเคลื่อนตัวช้าๆเลียบกับผนัง เพื่อไม่ให้หยดเลือดเปรอะเปื้อนบริเวณนี้ไปมากกว่านี้  ทั้งที่จริง ผมมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าเลือดฝากรอยไว้บนพื้นและฝาผนังมากเพียงใด รู้แต่เพียงไม่อยากให้ความผิดบาปของผมสร้างมลทินให้แก่ที่แห่งนี้ ไม่ว่าที่แห่งนี้จะเป็นที่ใดก็ตาม

     ทุกครั้งที่ก้าวเดินไปข้างหน้า ความเจ็บปวดก็ยิ่งถาโถมเข้าใส่รุนแรงยิ่งขึ้น แต่ความเจ็บปวดนี่แหละ ที่คอยย้ำเตือนให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริงอันโหดร้ายที่ผมเลือกเผชิญด้วยตัวของผมเอง เส้นทางสีดำเบื้องหน้าประดุจดังอุโมงค์ที่ทอดยาวออกไปไม่รู้จบ ผมหวังเพียงว่าอุโมงค์แห่งนี้จะมีปลายทางให้หลุดพ้นออกไป และเมื่อหลุดพ้นออกไปได้ ผมคงหันหลังกลับไปยิ้มเยาะให้กับความมืดมิดที่เพิ่งดิ้นรนจากมันมา

     เสียงกระซิบจากสายลมทำให้ผมตื่นจากภวังค์ เสียงลมกรีดร้องที่มากระทบโสตประสาทบ่งบอกให้รู้ว่าผมกำลังจะพบทางออกจาก ความมืดมิดนี้ในอีกไม่ช้า แต่ด้วยความใจร้อน ทำให้ผมสะดุดล้มลง

     ‘ชั่วชีวิตนี้ ผมล้มมากี่ครั้งแล้วนะ’ เริ่มถามตัวเองในใจ ‘หากไม่นับการล้มที่เป็นรูปธรรมแล้ว การใช้ชีวิตตามกรอบที่ถูกผู้อื่นกำหนดไว้ คงจะเป็นการล้มที่สร้างแผลเป็นมาตลอดชีวิตของผม และเมื่อผมพยายามจะลุกขึ้นด้วยตัวเองสักครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือหัวกระสุนหนึ่งนัดที่ฝังลึกอยู่ในช่องท้อง แต่กระนั้น ผมกลับไม่รู้สึกว่าผมทำอะไรผิดเลย ผมภูมิใจด้วยซ้ำ ที่ได้สิทธิ์การเป็นเจ้าของชีวิตตนเองคืนมา’

     ในที่สุด แสงสว่างสีขาวก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ดวงจันทร์และมวลหมู่ดาวช่วยชะล้างความมืดมิดออกไปจากนัยน์ตา ทำให้ผมมองเห็นสภาพที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้

     ผมเคยมาที่นี่มาก่อน แต่ไม่ใช่ในยามนี้ ผมยังจำได้ เมื่อมองจากบนนี้จะเห็นทิวทัศน์ของเมืองทั้งเมืองได้กระจ่างตา ครั้งหนึ่งมหาเจดีย์แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองทุก คน แต่ทว่าวันนี้ สถานที่แห่งนี้เป็นแค่เพียงเศษซากปรักหักพังที่ตกเป็นเหยื่อของเวลาเช่น เดียวกับซากเมืองเบื้องล่าง กาลเวลาที่ไร้เงื่อนไขบ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมด

     สัญชาตญาณนำพาให้ผมมาที่นี่โดยไม่รู้ตัว ความตายคงต้องการเรียกร้องให้ผมกลับมาหาที่พึ่งสุดท้าย

     ไม่ได้ยินเสียงหยดเลือดกระแทกพื้นอีกต่อไป ประสาทสัมผัสของผมคงเริ่มด้านชาแล้วกระมัง แต่ก่อนที่การมองเห็นจะดับไป สายตาได้จับจ้องไปที่รูปปั้นวิญญาณศิลป์ที่ตั้งสง่าเป็นองค์ประธานอยู่บนฐานชุกชี  แววตาที่อ่อนโยนของนั้น เหมือนจะชักชวนให้ผมเข้าไปหา ทว่า ยังไม่ทันจะก้าวเดิน ร่างกายก็ทรุดลง

     ผมกระเสือกกระสนใช้มือทั้งสองข้างดันตัวเองให้เคลื่อนไปอยู่ภายใต้ระยะสายตาของรูปปั้น พลางรวบรวมกำลังในการกราบไหว้ครั้งสุดท้าย

     สายตาของผมกล่าวคำต้อนรับแก่ความมืดอีกหน หากหนนี้ความมืดผู้ไม่ได้รับเชิญได้รุกล้ำไปทั่วทุกประสาทสัมผัส หัวใจที่ทำงานมาโดยตลอดอย่างไม่เหนื่อยล้าหยุดพักลง สนธยาเข้าครอบครองร่างกายนี้แล้ว และรัตติกาลยามนี้ก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะเพรียกหาอรุโณทัยให้กลับมาหาอีกซักครั้ง

Comment

Comment:

Tweet

พยายมต่อไป

#3 By ปิยะ99 on 2011-05-18 09:18

เป็นเรื่องสั้นที่ไม่เห็นจะมีพลอตเลย มีแต่บรรยากาศ อารมณ์ คำหรูหรา(ขนาดคิดยังหรูเลย)
แต่ก็ได้อารมณ์ดี ... เหมือนเป็นการเปลือยอารมณ์ ความรู้สึกของคนเขียนยังไงอย่างงั้น
ปล.หวังว่าจะได้เห็นงานเขียนอะไรง่ายๆบ้างนะคะ ฮ่าๆๆ

#2 By Imustan~ on 2011-05-16 03:08

ต้องอ่าน 2 รอบเลย เพราะงง

#1 By bigbulb on 2011-05-15 21:54