วาดโดยก๊อปปี้มุกมาจากคุโรมาตี้เป๊ะๆ
โพสไว้ใน คาเฟ่โจ๊ก ครับ

edit @ 21 Jul 2011 13:30:31 by iSh4ne

MSN

posted on 19 May 2011 19:35 by ish4ne in ShortStory
*ไม่รู้ทำไม ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์เขียนอะไรสักอย่าง เปิดคอมเจอหลายเรื่องที่เขียนตอนติสท์แตกเมื่อ 3-4 ปีก่อน เลยเอามาลงฆ่าเวลาเล่นๆซะเลย
 
           คุณเคยคิดถึงอดีตไหม? ฉันมักนั่งคิดถึงอดีตเสมอเวลาที่ฉันอยู่เพียงลำพัง เวลานี้ก็เช่นกัน ฉันกำลังนั่งคิดถึงเพื่อนสนิทของฉันอยู่...เพื่อนผู้จากฉันไปไกลเสียแล้ว

           ฉันยังจำได้ เขามักบอกกับฉันเสมอ ว่า “เธอน่าจะทำตัวให้น่ารักเหมือนที่ผู้หญิงคนอื่นเขาทำกันบ้างนะ” เขาบอกกับฉันตอนที่เราเล่น MSN คุยกัน ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด ปกติแล้ว ไม่มีผู้ชายคนไหนพูดแบบนี้กับผู้หญิง หากพวกเขาไม่ได้สนิทกันจริง ในกรณีนี้ ฉันกับเขาโตมาด้วยกัน

           ตอนที่ฉันเรียนชั้นมัธยมต้น พวกเราไปโรงเรียนพร้อมกันแทบทุกวัน ที่เป็นอย่างนี้ก็เนื่องมาจากแม่ของเขาไม่ป่วยหนัก ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้ง มีครั้งหนึ่ง เขาหายตัวไปกลางดึก พ่อของเขากับพ่อของฉันตามหาเขาไปทั่ว แน่นอน ฉันตามพ่อไปด้วย พวกเราพบเขานั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าโรงพยาบาล ฉันรู้ เขาคงคิดถึงแม่มาก เพียงแต่เขาไม่แสดงออกมาเวลาที่เขาอยู่ต่อหน้าเพื่อนๆแค่นั้นเอง ตอนที่พวกเราแยกย้ายกันกลับบ้าน เขาบอกกับฉันว่า “ผมจะไม่ไปเรียนซักพัก ไม่ต้องมาหาที่บ้านนะ ผมสัญญาว่าจะรีบกลับมา”

           ในตอนแรก ฉันนึกว่าเขาพูดเล่น แต่แล้วเขาก็ไม่มาเรียนจริงๆ พอเขาไม่มาเรียนหนึ่งสัปดาห์ ฉันจึงไปหาเขาที่บ้าน พ่อของเขาบอกกับฉันว่า เขาไปทำงานพิเศษเพื่อจะหาเงินมาเป็นค่ารักษาแม่ของเขา ที่เขาไม่บอกฉันเพราะเขากลัวว่าฉันคงจะคัดค้านหรือไม่ก็ไปช่วยเขาทำงานพิเศษด้วย...ใช่ เขารู้จักฉันดี ฉันคงทำอย่างนั้นแน่ ฉันพยายามถามท่านถึงที่ทำงานของเขาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร สุดท้าย ฉันต้องจำใจกลับบ้าน

           เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อของเขามาเคาะประตูเรียกฉันให้ออกไปหา พอฉันออกไป ท่านก็ยื่นกล่องของขวัญให้ใบหนึ่ง “เขาฝากมาให้” ท่านพูด แล้วจึงเดินกลับไป ฉันรีบเปิดมันออกดูทันที ในกล่องเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องสีชมพู มีกระดาษใบหนึ่งอยู่ข้างใต้โทรศัพท์ กระดาษมีข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆของเขาว่า “ขอโทษที ไว้คืนนี้จะโทรไปหา คิดถึงนะ”

           ...ฉันหยุดคิดถึงอดีตซักพัก แล้วมองไปที่กรอบรูปบนโต๊ะเครื่องแป้ง ฉันยังคงเก็บกระดาษใบนั้นไว้ คงเป็นตอนนั้นกระมัง ที่ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าชอบเขา เพียงแต่ฉันไม่เคยถามและไม่เคยบอกความรู้สึกของตัวเองให้เขารู้เลย

           ถึงแม้ในคืนวันนั้น เขาจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ในกระดาษ แต่เขากลับไม่สามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ได้ เขาลาออกไปตอนที่ฉันสอบขึ้นชั้นมัธยมปลาย และนั่นเป็นตอนที่เราเลิกติดต่อกันทางโทรศัพท์ แล้วหันมาคุยกันทาง MSN แทน

               

           ฉันลุกขึ้นไปเปิดคอมพิวเตอร์ ระหว่างที่รอเครื่องบูท ฉันเดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงแล้วหยิบเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องสีชมพูที่เขาให้ฉันออกมา

           ตอนนี้ฉันอายุ 22 ปีแล้ว ฉันไม่ใช่คนที่ชอบเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 7 ปี ก็คงเป็นเรื่องปกติ ที่ฉันจะเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือมาแล้ว 2 ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่มีเครื่องไหนเลย ที่มีความสำคัญมากเท่าเครื่องนี้...ฉันกดปุ่มเปิดเครื่อง แล้วเปิดไปที่ ‘Messaging > Inbox’

           มีครั้งหนึ่ง ฉันป่วยหนักต้องนอนซมอยู่บ้านหลายวัน แทบไม่ได้เล่น MSN ในช่วงนั้น ฉันไม่แน่ใจว่าเขารู้ว่าฉันป่วยได้อย่างไร แต่เขาเป็นคนฉลาดและช่างสังเกต ฉันเลยคิดว่าเขาคงเดาเอา เขาส่ง SMS มาหาฉันว่า “ไม่สบายหรือเปล่า หายไวๆนะ...เป็นห่วงเสมอ”

           ...ฉันวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ แล้วเงยหน้าขึ้นมามองหน้าจอที่บูทเสร็จแล้ว

           ฉันเลื่อนเม้าส์ไปเปิดโฟลเดอร์ ‘บันทึกการสนทนาของฉัน’ แล้วไล่สายตาหาชื่ออีเมลของเขา เมื่อเจอ ฉันดับเบิ้ลคลิกเข้าไปทันที

               

           เป็นตอนที่ฉันเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ที่เขาบอกกับฉันว่า เขาเก็บเงินได้เพียงพอแล้ว เขาจะพาแม่ของเขาไปรักษาตัวที่ประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป คงอีกนานกว่าจะได้เจอกันอีกครั้ง ฉันสัญญากับเขาว่าจะไม่ร้องไห้ตอนที่ไปส่งเขา  ฉันจำได้ว่าเขาโบกมืออำลาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “แล้วเจอกันนะ”

           ...และนี่ก็เป็นอีกครั้ง ที่เขาไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉัน

                วันที่ 1 เมษายน คือ วันที่ฉันได้คุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย ฉันค่อยๆอ่านข้อความสนทนากับเขาที่บันทึกไว้ในวันนั้นอย่างช้าๆ

               ฉัน          :           นี่ วันนี้ วันที่ 1 เมษา แล้วนะ

               เขา           :           อืม ก็ใช่ ทำไมเหรอ? เมาวันเหรอไง?

               ฉัน          :           บ้าเหรอยะ วันนี้เป็นวันโกหกไง

               เขา           :           อ๊ะ อย่างนั้นหรอกเหรอ

               ฉัน          :           อื้อ

               เขา           :           โดนคนโกหกมาแล้วล่ะสิ

               ฉัน          :           แหะ แหะ

               เขา           :           ยังซื่อบื้อเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ

               ฉัน          :           เชอะ เป็นแม่พระ เชื่อใจทุกคนต่างหาก

               เขา           :           ช่างเถอะ โดนโกหกมาว่าอะไรล่ะ?

               ฉัน          :           ก็...เพื่อนบอกว่ามีเค้กอร่อยๆให้ไปเอาที่บ้าน แต่พอไปถึงก็ไม่มี แถมวานให้ช่วยเก็บห้องให้ด้วย

               เขา           :           เฮ้อ เชื่อเขาเลย เธอนี่เห็นแก่กินจริงๆ เออ ว่าไปแล้ว ที่นี่เขาโกหกกันถึงแค่ตอนเที่ยงเท่านั้นนะ หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครเล่นกันแล้วล่ะ

               ฉัน          :           จริงเหรอ?

               เขา           :           อืม จะโกหกทำไมเล่า?

               ฉัน          :           ก็วันนี้วันโกหกนี่

               เขา           :           เฮ้อ

               ฉัน          :           อะไรยะ?

               เขา           :           เปล่า ไม่มีอะไร เอาล่ะ ต้องไปแล้ว

               ฉัน          :           เอ๊ะ ทำไมวันนี้ไปเร็วจัง? ยังไม่ค่อยได้คุยเลย

               เขา           :           เอาน่า ก่อนไปโกหกซักหน่อยดีไหมนะ

               ฉัน          :           เล่นบอกก่อนแบบนี้ คงมีคนเชื่อหรอกนะ

               เขา           :           ผมรักคุณนะ

               ฉัน          :           บ้าเหรอ รีบไปเลย ชิ่วๆ

               เขา           :           ฮะๆ บายๆ

               ฉัน          :           บาย

           

            ในตอนนั้น ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่า จะไม่ได้คุยกับเขาอีก หลังจากที่เขาออฟไลน์ไปไม่กี่ชั่วโมง เสียงโทรศัพท์ที่บ้านก็ดังขึ้น ซักพักพ่อก็ขึ้นมาแล้วบอกให้ฉันใจเย็นๆ ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อดูจากสีหน้าแล้ว คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ “เขาตายแล้ว” พ่อบอกฉัน

           ฉันหัวเราะแห้งๆแล้วพูดกับพ่อว่า “ถึงเป็นวันโกหก พ่อก็ไม่น่าโกหกแบบนี้เลยนะคะ” แต่ลึกๆแล้ว ฉันรู้ว่าพ่อไม่ได้โกหก เพียงแต่ฉันต้องการโกหกตัวเองแบบนั้น พ่อเดินเข้ามากอดฉัน ฉันร้องไห้ สับสน คิดอะไรไม่ออก ฉันเพิ่งคุยกับเขาเมื่อกี้นี้เอง ฉันแทบไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

           พ่อร้องไห้ตามฉัน บอกว่า “เขาป่วยเป็นโรคเดียวกับแม่ของเขา พ่อขอโทษที่ไม่ได้บอกหนู เขาจำเป็นต้องผ่าตัด เมื่อกี้ พ่อของเขาโทรฯมาบอกว่า การผ่าตัดผิดพลาด เขาเสียชีวิตแล้ว”

           “ไม่จริงใช่ไหม นี่หนูฝันอยู่ใช่ไหม พ่อปลุกหนูที พ่อปลุกหนูที” ฉันเขย่าตัวพ่อ จากนั้นทุกอย่างก็มืดไป

               

           ฉันนั่งนึกถึงอดีตซักพัก แล้วสายตาก็ไปสะดุดที่ช่วงเวลาในบทสนทนา

           “เขา (11:56):        ...เขาโกหกกันถึงแค่ตอนเที่ยงเท่านั้นนะ หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครเล่นกันแล้วละ”

            “เขา (12:03):        ...ผมรักคุณนะ”

           เขาเป็นคนฉลาดและช่างสังเกต...ฉันทวนคำพูดนี้ซ้ำไปมา จากนั้นก็ร้องไห้

           “ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้น ประตูเปิดออก แฟนของฉันยืนทำหน้าสงสัย “เป็นอะไรหรือ ร้องไห้ทำไม”

           “ไม่มีอะไร แค่เผลอหลับแล้วหัวกระแทกคีย์บอร์ดน่ะ มีอะไรเหรอ”

           “อ่อ พ่อเรียกกินข้าวแน่ะ รีบๆลงมาละกัน เดี๋ยวผมลงไปจัดโต๊ะก่อน”

           “นี่ เดี๋ยวก่อน”

           “อะไร”

           “รักฉันหรือเปล่า”

           “ถามทำไมตอนนี้น่ะ”

           “ตอบมาสิ ฉันอยากได้ยินนี่ พูดมาเถอะ”

           “ก็ได้ ผมรักคุณนะ”

           “อื้อ รีบไปเถอะ เดี๋ยวฉันตามไป”

           เมื่อฉันได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวลงบันไดไปแล้ว ฉันเปิดอีเมลแล้วพิมพ์ข้อความสั้นๆว่า  “ฉันก็รักคุณค่ะ” ส่งไปที่อีเมลของเขา มันเป็นข้อความที่จะไม่มีใครได้เปิดอ่าน เป็นข้อความที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกในใจฉัน และมันเป็นข้อความที่ฉันอยากจะบอกกับเขามานานแสนนาน เพียงแต่ไม่เคยได้พูดออกไป

in this our LIFE

posted on 15 May 2011 21:13 by ish4ne in ShortStory
ยามเมื่อผมลืมตา ก็พบว่าตนเองจมอยู่ท่ามกลางความมืดมนอนธกาลเสียแล้ว

     ‘ที่นี่ที่ไหน’ คำถามแรกผุดขึ้นมา ทว่าไร้ซึ่งสรรพสำเนียงโต้ตอบ ... ความมืดมิดแห่งสถานที่ได้กลืนกินประสาทการมองเห็นไปจนหมดสิ้น ทว่าประสาทการรับรู้อื่นยังคงใช้การได้อยู่ ถึงจะไม่ดีมากก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ยังรับรู้ได้ถึงสัมผัสของสายลมที่เล็ดลอดเข้ามาจากที่ไหนสักแห่ง รับรู้ถึงกลิ่นของละอองฝุ่นฟุ้งที่ตลบอบอวล และรับรู้ถึงเสียงหยดของเม็ดเลือดที่กระแทกลงพื้นดังเป๊าะแปะ ... เลือดที่ซึมไหลออกมาจากร่องนิ้วที่กุมบาดแผลถูกยิงที่ท้อง

     ผมใช้มืออีกข้างพยุงตัวเองขึ้น พยายามเคลื่อนตัวช้าๆเลียบกับผนัง เพื่อไม่ให้หยดเลือดเปรอะเปื้อนบริเวณนี้ไปมากกว่านี้  ทั้งที่จริง ผมมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าเลือดฝากรอยไว้บนพื้นและฝาผนังมากเพียงใด รู้แต่เพียงไม่อยากให้ความผิดบาปของผมสร้างมลทินให้แก่ที่แห่งนี้ ไม่ว่าที่แห่งนี้จะเป็นที่ใดก็ตาม

     ทุกครั้งที่ก้าวเดินไปข้างหน้า ความเจ็บปวดก็ยิ่งถาโถมเข้าใส่รุนแรงยิ่งขึ้น แต่ความเจ็บปวดนี่แหละ ที่คอยย้ำเตือนให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริงอันโหดร้ายที่ผมเลือกเผชิญด้วยตัวของผมเอง เส้นทางสีดำเบื้องหน้าประดุจดังอุโมงค์ที่ทอดยาวออกไปไม่รู้จบ ผมหวังเพียงว่าอุโมงค์แห่งนี้จะมีปลายทางให้หลุดพ้นออกไป และเมื่อหลุดพ้นออกไปได้ ผมคงหันหลังกลับไปยิ้มเยาะให้กับความมืดมิดที่เพิ่งดิ้นรนจากมันมา

     เสียงกระซิบจากสายลมทำให้ผมตื่นจากภวังค์ เสียงลมกรีดร้องที่มากระทบโสตประสาทบ่งบอกให้รู้ว่าผมกำลังจะพบทางออกจาก ความมืดมิดนี้ในอีกไม่ช้า แต่ด้วยความใจร้อน ทำให้ผมสะดุดล้มลง

     ‘ชั่วชีวิตนี้ ผมล้มมากี่ครั้งแล้วนะ’ เริ่มถามตัวเองในใจ ‘หากไม่นับการล้มที่เป็นรูปธรรมแล้ว การใช้ชีวิตตามกรอบที่ถูกผู้อื่นกำหนดไว้ คงจะเป็นการล้มที่สร้างแผลเป็นมาตลอดชีวิตของผม และเมื่อผมพยายามจะลุกขึ้นด้วยตัวเองสักครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือหัวกระสุนหนึ่งนัดที่ฝังลึกอยู่ในช่องท้อง แต่กระนั้น ผมกลับไม่รู้สึกว่าผมทำอะไรผิดเลย ผมภูมิใจด้วยซ้ำ ที่ได้สิทธิ์การเป็นเจ้าของชีวิตตนเองคืนมา’

     ในที่สุด แสงสว่างสีขาวก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ดวงจันทร์และมวลหมู่ดาวช่วยชะล้างความมืดมิดออกไปจากนัยน์ตา ทำให้ผมมองเห็นสภาพที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้

     ผมเคยมาที่นี่มาก่อน แต่ไม่ใช่ในยามนี้ ผมยังจำได้ เมื่อมองจากบนนี้จะเห็นทิวทัศน์ของเมืองทั้งเมืองได้กระจ่างตา ครั้งหนึ่งมหาเจดีย์แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองทุก คน แต่ทว่าวันนี้ สถานที่แห่งนี้เป็นแค่เพียงเศษซากปรักหักพังที่ตกเป็นเหยื่อของเวลาเช่น เดียวกับซากเมืองเบื้องล่าง กาลเวลาที่ไร้เงื่อนไขบ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมด

     สัญชาตญาณนำพาให้ผมมาที่นี่โดยไม่รู้ตัว ความตายคงต้องการเรียกร้องให้ผมกลับมาหาที่พึ่งสุดท้าย

     ไม่ได้ยินเสียงหยดเลือดกระแทกพื้นอีกต่อไป ประสาทสัมผัสของผมคงเริ่มด้านชาแล้วกระมัง แต่ก่อนที่การมองเห็นจะดับไป สายตาได้จับจ้องไปที่รูปปั้นวิญญาณศิลป์ที่ตั้งสง่าเป็นองค์ประธานอยู่บนฐานชุกชี  แววตาที่อ่อนโยนของนั้น เหมือนจะชักชวนให้ผมเข้าไปหา ทว่า ยังไม่ทันจะก้าวเดิน ร่างกายก็ทรุดลง

     ผมกระเสือกกระสนใช้มือทั้งสองข้างดันตัวเองให้เคลื่อนไปอยู่ภายใต้ระยะสายตาของรูปปั้น พลางรวบรวมกำลังในการกราบไหว้ครั้งสุดท้าย

     สายตาของผมกล่าวคำต้อนรับแก่ความมืดอีกหน หากหนนี้ความมืดผู้ไม่ได้รับเชิญได้รุกล้ำไปทั่วทุกประสาทสัมผัส หัวใจที่ทำงานมาโดยตลอดอย่างไม่เหนื่อยล้าหยุดพักลง สนธยาเข้าครอบครองร่างกายนี้แล้ว และรัตติกาลยามนี้ก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะเพรียกหาอรุโณทัยให้กลับมาหาอีกซักครั้ง